Pre Next
 
"ฉัตรชัย" ยอมรื้อเป้าส่งออก
 
 

สั่งทบทวนใหม่หลังเศรษฐกิจโลกทรุด

         “ฉัตรชัย” สั่งทบทวนปรับเป้าส่งออกปีนี้ใหม่ หลังเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณทรุดตัว ลงอีก จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้สูงลิ่ว 1.2% ต่อปี ต้องปรับลงมาติดลบ แม้ จะชูยุทธศาสตร์เสริมสินค้า 4 กลุ่ม แต่ก็ยังเข็นตัวเลขส่งออกปีนี้เป็นบวกไม่ได้

         พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกของปี 2558 อีกครั้ง หลังจากเดิมคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.2% เนื่องจากการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวตามคาด โดยน่าจะได้ข้อสรุปว่าจะปรับ คาดการณ์ลงเหลือเท่าไร ไม่เกินสัปดาห์หน้า หลังจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศวิเคราะห์ผลกระทบและสถานการณ์การส่งออกแต่ละประเทศทั่วโลกแล้ว

          “จากที่สังเกตสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก พบว่าเศรษฐกิจโลกยังแย่ลงและยังไม่เห็นความชัดเจนของการฟื้นตัว ทำให้กระทรวงฯจะต้องทำการทบทวนตัวเลขใหม่อีกครั้ง”

          ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2558 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกไทยมีมูลค่า 88,694.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวติดลบ 4.2% การนำเข้ามีมูลค่า 85,371.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 9.39% โดยยังเกินดุลการค้ามูลค่า 3,322.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์พยายามยืนยันมาตลอดว่า จะไม่ปรับเป้าหมาย ส่งออกในปีนี้ เพราะเป็นเป้าหมายการทำงาน อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้พยายามจัดทำยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกสินค้าไทย เพื่อทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 1.2% จากปีก่อน ซึ่งมีทั้งยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกสินค้าสำคัญ 12 กลุ่มและยังมียุทธศาสตร์เสริมผลักดันการส่งออกสินค้าหลักที่มีมูลค่าการส่งออกมากอีก 4 กลุ่ม

           สำหรับยุทธศาสตร์เสริมสินค้า 4 กลุ่มนั้น ในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีต้องทำให้มูลค่าเพิ่มอีกราว 141,500 ล้านเหรียญฯ จากในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปีนี้ ทำได้เพียง 86,712 ล้านเหรียญฯ โดยจะเน้นผลักดันสินค้า 4 กลุ่มหลัก ที่มีมูลค่าการส่งออกมาก หรือมีสัดส่วน 57% ของมูลค่าการส่งออกรวม คือ

           1.กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, วัสดุก่อสร้าง, ผลิตภัณฑ์ยาง, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยต้องทำให้มูลค่าการส่งออกช่วง 7 เดือนที่เหลือเพิ่มขึ้นอีก 53,631 ล้านเหรียญฯ จากช่วง 5 เดือนอยู่ที่ 33,081 ล้านเหรียญฯ

           2.กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ได้แก่ ข้าว, อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป, ผักผลไม้สดแช่แข็งกระป๋อง และแปรรูป, น้ำตาล, ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป ต้องเพิ่มอีก 12,413 ล้านเหรียญฯ จาก 7,575 ล้านเหรียญฯ

          3.กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ต้องเพิ่มอีก 10,000 ล้านเหรียญฯ จาก 6,292 ล้าน เหรียญฯ และ             4.กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทองคำ ต้องเพิ่มอีก 5,000 ล้านเหรียญฯ จาก 3,000 ล้าน เหรียญฯ และสินค้าอื่นๆ ที่ต้องทำเพิ่มอีก 60,700 ล้านเหรียญฯ จาก 38,776 ล้านเหรียญฯ

          สำหรับแนวทางที่จะดำเนินการในแผนพิเศษนั้น จะเน้นจัดคณะเดินทางไปเคาะประตูขายสินค้าในตลาดเป้าหมาย อย่างสหรัฐฯ จีน เน้นเจาะเมืองรองที่อยู่ตอนกลางของประเทศ รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งในเดือน ก.ค.นี้ จะนำคณะเดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อขายข้าว ผลิตภัณฑ์ยางพารา รถยนต์ และไปประเทศโมซัมบิก เพื่อเจรจาให้กลับมาซื้อข้าวไทยอีกครั้ง แต่ก่อนการเดินทางจะเชิญภาคเอกชนมาหารือวางแผนผลักดันกันก่อน

          ส่วนแผนการส่งออกปกตินั้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก จะ ทยอยเชิญผู้ซื้อสินค้าไทยของแต่ละประเทศมา

         ไทยเพื่อเจรจาซื้อสินค้า โดยในเดือน ก.ค.นี้ ทูตพาณิชย์ ประจำอยู่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ จะนำผู้ซื้อมาเจรจาซื้อสินค้าไทยหลายรายการ ทั้งอาหาร อุตสาหกรรมหนัก สิ่งทอ ปิโตรเคมี เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดส่งออกของไทยได้

         ในวันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัยยังได้ประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ร่วมกับนายหวู ฮวี ฮว่าง รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม โดย พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ที่ประชุมได้ตกลงที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันให้ได้ถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2563 จากในปี 2557 ซึ่งมีมูลค่า 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ล่าสุด ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2558 (ม.ค.-พ.ค.) มูลค่าการค้าระหว่างกันของทั้ง 2 ประเทศอยู่ที่ 5,107 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14.98% สำหรับความร่วมมือด้านการค้า ได้ตกลงที่จะร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร โดยไทยได้เสนอให้เวียดนาม เข้าร่วมกับไตรภาคี 3 ชาติเดิม ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในการรักษาระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ และเพื่อเกิดอำนาจในการกำหนดปริมาณผลผลิตและราคายางในตลาดโลก ขณะที่สินค้าข้าว จากเดิมที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการค้า ได้เห็นพ้องร่วมกันในการสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันการส่งออกข้าวร่วมกัน.

 

 

ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์


 
ข่าวและกิจกรรมอื่นๆ
 
วิตกกรีซกดหุ้นสหรัฐร่วง
วิตกกรีซกดหุ้นสหรัฐร่วง
ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐปรับตัวลดลง ตามตลาดยุโรป ท่ามกลางความวิตกถึงความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากกลุ่มยูโร
 
 
 
ส่งออกเม.ย.ติดลบ1.70%คงเป้าทั้งปีโต1.2%
ส่งออกเม.ย.ติดลบ1.70%คงเป้าทั้งปีโต1.2%
กระทรวงพาณิชย์ เผย ส่งออก เม.ย.58 ติดลบ 1.70% ส่วน 4 เดือนแรกติดลบ 3.99% พร้อมคงเป้าส่งออกทั้งปีโต 1.2%